สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการจัดงานแต่งงานริมทะเล

สำหรับคู่รักผู้หลงใหลในธรรมชาติ อยากจัดงานแต่งงานริมทะเล หากแต่ยังไม่รู้ว่ามีปัจจัยใดสำคัญบ้าง เพราะเป็นงานแบบ Outdoor วันนี้เราจึงนำข้อมูลดีๆเหล่านี้มาฝากคุณผู้อ่านกันค่ะ เพื่อคู่รักแสนหวานชื่นจะได้นำไปปรับใช้กันพร้อมเนรมิตงานดีๆออกมา พร้อมตราตรึงจิตไปอีกนาน

สภาพอากาศวันงาน

สำหรับสิ่งสำคัญประการแรกของการจัดงานแต่งริมทะเลก็คือ วันแต่งงานของคุณอยู่ในฤดูอะไร และต้องดูพยากรณ์อากาศว่า วันงานจริงแดดจะออกมามากน้อยขนาดไหน , กำลังลมแรงหรือไม่ , ท้องฟ้าปลอดโปร่งหรือกำลังจะมีพายุ เข้า เป็นต้น เพื่อเตรียมการรับมือกับสภาพอากาศ เช่น ถ้าวันงานแดดจะออกแรง อย่าลืมแนะนำให้แขกนำแว่นกันแดดมาด้วย หรือถ้าฝนตกหรือมีลมแรง ก็อย่าลืมเตรียมร่ม , เต็นท์ ให้กับแขกที่มาในงาน

ระดับน้ำทะเลขึ้น ลง

คุณต้องเตรียมหาข้อมูลว่า ในช่วงวันจัดงานน้ำทะเลจะขึ้นตอนกี่โมง – ลงตอนกี่โมง นอกจากนี้อย่าลืมหาข้อมูลมาด้วยว่า ในช่วงน้ำขึ้น – ลงนั้นระดับน้ำจะอยู่ประมาณไหน เนื่องจากเรื่องนี้ย่อมส่งผลกับการจัดวางเวที , ซุ้มประตู และองค์ประกอบต่างๆ ถ้าคุณไม่วางแผนให้รอบคอบ งานอาจพังได้

พื้นที่รับรองแขก

ความแตกต่างของการจัดงานมงคลสมรสริมหาดกับงานในโรงแรม คือ โรงแรมจะมีการบอกจำนวนอย่างชัดเจนว่า ห้องจัดงานสามารถรองรับแขกได้กี่คน หากแต่งงานริมหาดบอกตัวเลขออกมาได้ค่อนข้างยาก เพราะมันเป็นธรรมชาติ ซึ่งไม่อาจควบคุมได้ เพราะฉะนั้นอย่าลืมตั้งเกณฑ์ตามจริงให้เหมาะกับจำนวนแขกด้วย

ที่พักสำหรับแขก

แน่นอนว่าการจัดงานแต่งริมทะเล ต้องมีแขกซึ่งเดินทางมาจากต่างจังหวัด และปัจจัยตามมาก็คือ ‘ห้องพัก’ โดยมีปัจจัย 2 ข้อซึ่งคุณควรพิจารณาอย่างละเอียด ดังนี้…

  • ที่พักของคุณสามารถรองรับแขกได้ครบไหม เช่น ถ้าคุณรับเชิญแขก 200 คน หากแต่รีสอร์ทอาจมีห้องพอต่อแขก 100 คนเท่านั้น สำหรับวิธีแก้ไข คือ พยายามมองหาที่พักแห่งอื่นๆ ซึ่งใกล้เคียงกับสถานที่จัดงาน และเช็คให้ชัวร์ตั้งแต่เนินๆ เพราะจะได้เตรียมได้พอ
  • การเดินทางมาสถานที่จัดงาน คุณจะต้องตระหนักว่า ต้องมีแขกบางคนเดินทางจากบ้านมายังสถานที่จัดงานในต่างจังหวัดอันไม่คุ้นเคย เพราะฉะนั้นคุณจึงควรทำแผนที่อย่างละเอียดให้กับแขกแต่ละท่านให้เรียบร้อย สำหรับแขกคนไหนมาพักโรงแรมซึ่งอยู่ใกล้สถานที่จัดงาน คุณอาจมีแผนที่ให้แขกเดินทางมาเอง หรือมีรถรับ – ส่งแขกเหล่านั้นก็ได้ และสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งห้ามพลาดเด็ดขาด คือ ลานจอดรถ
wedding_ss

การแต่งงานยังสำคัญอยู่หรือไม่ ยุคนี้

คนในแต่ละยุคสมัยในสังคมบ้านเรามีการเปลี่ยนแปลงไป ทัศนคติ ความเชื่อ บรรทัดฐานของพิธีกรรมต่างๆก็เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน การแต่งงานเองก็เหมือนกัน แม้จะเป็นพิธีสำคัญของใครหลายคนตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันตอนนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว พิธีนี้ยังมีความจำเป็น มีความสำคัญอยู่มากน้อยแค่ไหน เรามาลองวิเคราะห์กันทีละมิติดู

สำคัญต่อวงศาคณาญาติ

หลายคนอาจจะบอกว่า การแต่งงานเป็นเรื่องของคนสองคน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย ต้องบอกว่าการแต่งงานเป็นเรื่องของคนสองครอบครัวมากกว่า หากมองจากวลีนี้แล้ว การแต่งงานผู้เขียนยังมองว่าเป็นเรื่องจำเป็นอยู่ดี การแต่งงานในมุมนี้เป็นการให้เกียรติวงศาคณาญาติทั้งฝ่ายตัวเองและอีกฝ่ายหนึ่งด้วย ลองนึกภาพว่า พ่อแม่ของอีกฝ่ายไม่รู้ว่าเราลูกตัวเองแต่งงานไปแล้วสิ มันจะเป็นยังไง พี่น้องของเค้าจะพูดว่าอย่างไร เราอาจจะไม่คิดแต่พ่อแม่ท่านอาจจะคิดก็เป็นได้นะ

สำคัญต่อภาพลักษณ์ตัวเอง

ยุคสมัยโลกโซเชียละครองโลกอย่างนี้ ภาพลักษณ์ของตัวเองกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากทั้งต่อการดำเนินชีวิตและการทำงานของตัวเอง ดังนั้นการแต่งงานจึงเป็นเรื่องสำคัญต่อภาพลักษณ์ของตัวเองมาพอดูทีเดียว ลองนึกภาพเราไม่ได้แต่งงานดูสิ แม้ว่าเราจะไม่สนคำนินทาในที่ทำงานแต่เชื่อเหอะว่า ใครเจอแบบนี้ก็ทำให้รู้สึกอึดอัดได้เหมือนกัน

สำคัญต่อคู่ชีวิต

อีกมิติหนึ่งที่อยากจะให้มอง แม้ว่าการแต่งงานจะไม่ใช่จุดสุดท้ายของคู่ชีวิต(เอาเข้าจริงเป็นแค่จุดเริ่มต้นเสียด้วยซ้ำ) การแต่งงานนั้นถือว่าเป็นการให้เกียรติคู่ชีวิตอย่างสูงสุดประการหนึ่ง ส่วนตัวเชื่อว่าผู้หญิงเกือบทุกคนคงอยากจะเข้าพิธีแต่งงานตามความฝันของตัวเองสักครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน วันแต่งงานแม้จะเป็นวันเดียวแต่มันอาจจะเป็นวันสำคัญที่สุดในชีวิตและชีวิตคู่ด้วยก็เป็นได้

ป้องกันการคบซ้อน

การแต่งงานเป็นพิธีตามความเชื่ออย่างหนึ่งก็จริง แต่อีกมุมหนึ่งนี่เป็นการประกาศให้ชาวโลกให้ได้รับทราบว่าทั้งคู่ได้แต่งงานกันแล้วเรียบร้อย ตามประเพณีและบรรทัดฐานของสังคม การจัดงานแต่งงานจะทำให้คนที่คอยมายุ่งกับคู่แต่งงานทั้งผู้หญิง ผู้ชาย ไปจนถึงเพศอื่นๆนั้น รามือ ไปได้ เพราะว่าแต่งงานมีเจ้าของ การแต่งงานถือว่าป้องกันการคบซ้อนได้ดีอย่างหนึ่ง อีกมุมหนึ่งการจัดงานแต่งงานจะทำให้เราเห็นว่าทั้งสองฝ่ายมีใครคบซ้อนหรือไม่ด้วย

พิธีแต่งสำคัญ แต่ความยิ่งใหญ่ไม่สำคัญ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากจะให้เข้าใจเสียใหม่จริง ไม่ได้อยู่ที่พิธีการแต่งงานสำคัญหรือไม่ แต่ความยิ่งใหญ่ของงานแต่งงานต่างหากที่คิดกันไปเอง บางคนจัดงานแต่งงานยิ่งใหญ่อลังการระดับประเทศ เพื่อเป็นการประกาศศักดาของตัวเอง ของพ่อแม่ ของครอบครัว แต่กลับต้องเป็นหนี้สินก้อนโต อย่างนี้ก็มีหรือบางคู่แต่งกันระดับประเทศแต่อยู่กันไม่ยืด แต่งกันไม่นานก็หย่านี่ก็มีอีกเหมือนกัน อยากให้ถอยกลับมามองกันใหม่ว่าเราควรจัดพิธีแต่งงานตามระดับที่เราไหว อย่าลืมว่าใจความสำคัญของการแต่งงานอยู่ที่ใจของคนแต่งงานไม่ได้อยู่ที่ความยิ่งใหญ่ของพิธี ช่วยเปลี่ยนความคิดนี้กันด้วย

‘แต่งงานกันนะ’ คำสั้นๆ ทีมีความหมายสำหรับผู้หญิง

งานแต่งงานกับการใช้ชีวิตร่วมกันของคนสองคน เริ่มจากคำๆนี้ ‘แต่งงานกันนะ’ 4 คำง่ายๆที่พูดยาก ซึ่งผู้ชายทั่วโลก กว่าที่จะพูดคำนี้ออกมาได้ก็ต้องผ่านเรื่องราวอันมากมายกับคนที่รักมาอย่างมากมายจนสุดท้ายถึงจะกล้าเอ่ยประโยคคำถามนี้ออกมาเพื่อเริ่มต้นใช้คำว่า ‘ชีวิตคู่’ อย่างแท้จริง 

Will you marry me? 

แหวนแต่งงาน , ดอกไม้ , ผู้คนและสถานที่ คือสิ่งที่จะตามมาหลังจากคำนี้ถูกเอื้อนเอ่ย โดยผู้หญิงหลายๆคนมีความใฝ่ฝันว่าอยากสวมชุดเจ้าสาวสีขาวแสนสวย อยู่ในงานเลี้ยงอันเต็มไปด้วยบรรยากาศแสนมีความสุข รายล้อมด้วยคนที่รักของทั้ง 2 ฝั่ง เรามาดูกันดีกว่าธีมแต่งงานทีได้รับความนิยมจากเจ้าสาวจำนวนมากนั้นจะมีอะไรกันบ้าง

Vintage

หนึ่งในสุดยอดธีมอันเป็นอมตะมหานิรันดร เหมาะกับเจ้าสาวซึ่งค่อนข้างมีอายุเป็นผู้ใหญ่ มีให้เลือกทั้งไทยและเทศ บรรยากาศภายในงานจะได้รับการตกแต่งด้วยดอกไม้โทนสีอ่อนหลายสี เมื่อมองแล้วสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยน ชวนสบายตาและสบายใจ ไม่แนะนำดอกไม้สีสดเพราะจะไม่เข้ากับธีม Vintage ยิ่งเครื่องประดับต่างๆมาในแนว Vintage ด้วยแล้วล่ะก็รับรองว่าอินกันทั้งงาน

In The Garden

จัดงานภายในสวนอันเต็มไปด้วยความเขียวขจีของพืชพรรณนานาชนิด เหมาะสำหรับคู่บ่าว – สาว ซึ่งชอบความเงียบสงบ ไม่หวือหวา และเชิญแต่แขกคนสนิทเท่านั้น ต้องการเริ่มชีวิตคู่ด้วยการอวยพรจากธรรมชาติ ดอกไม่นานาชนิดส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วงาน ของตกแต่งก็เน้นของที่มาจากธรรมชาติ โดยเจ้าสาวอาจสวมมงกุฎดอกไม้ พร้อมเคล้าคลอไปด้วยบทเพลงอันแสนไพเราะราวกับเจ้าหญิงแห่งป่า เพิ่มความอินด้วยเสียงน้ำตกและเสียงนกร้อง

โรงนาอันแสนโรแมนติก

โรงนาอันแสนอบอุ่นตลบอบอวลไปด้วยความรัก ด้วยบรรยากาศอันเต็มไปด้วยโครงสร้างไม้สีอบอุ่น เจ้าบ่าว – เจ้าสาว สามารถเลือกสีธีมงานเป็นสีน้ำตาลเข้ม และอย่าลืมติดธงราวกับโคมกระดาษตรงเพดานด้วย แขกที่เข้างานสามารถสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นได้ทั่วทั้งงาน เป็นการเริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยความอบอุ่นอย่างเรียบง่ายเสียจริงๆ

GASBY

ธีมงานอันเต็มไปด้วยความหรูหราอลังการ เหมาะสำหรับเจ้าสาวที่ชอบความสนุกสนาน มีเพื่อนเยอะ โดยธีมนี้มีความเป็นมาจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ชาติตะวันตกกำลังมาแรงแซงหน้าชาติอื่นๆ สังคมมีความหรูหรามากมาย จนก่อให้เกิดการแต่งกายอันเป็นเอกลักษณ์ เพราะฉะนั้นต้องตกแต่งงานด้วยความหรูหรา ทั้งสีเงิน , สีทอง ความระยิบระยับของคริสตัส รับรองว่าจะเป็นคืนที่ติดตราตรึงใจไปตลอดชีวิต

การจัดงานแต่งงานในสวนมีข้อดีอย่างไร?

นอกจากการจัดงานแต่งงานในโรงแรม , ร้านอาหารทุกขนาด หรือตามสโมสรต่างๆแล้ว ในปัจจุบันนี้คู่บ่าว – สาว หลายๆคนก็นิยมจัดงานแห่งความสุขท่ามกลางสวนสวย ซึ่งรายล้อมไปด้วยบรรยากาศดีๆ สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่าการจัดงานแต่งงานในสวนนั้นมีข้อดีและมีเอกลักษณ์อย่างไรมาอ่านข้อมูลเหล่านี้กันเลยดีกว่า

ประหยัดค่าใช้จ่าย

การจัดงานในรูปแบบนี้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ดี เนื่องจากส่วนใหญ่จะมีพื้นที่ขนาดปานกลาง จึงเหมาะกับการจัดงานซึ่งเชิญแขกเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น นั่นจึงทำให้คุณสามารถลดค่าใช้จ่ายในหลายๆส่วนไปมากมายเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหารจัดเลี้ยงหรือของชำร่วย นอกจากนี้ค่าบริการสถานที่ก็ไม่แพงเท่ากับโรงแรมอีกด้วย สำหรับใครบางคนที่บ้านและมีสวนสวยๆ อยู่แล้ว ก็สามารถนำมาใช้เป็นสถานที่จัดงานแต่งงานได้อย่างชิวๆ โดยไม่จำเป็นต้องเสียค่าสถานที่เลยทีเดียว

บรรยากาศดีเป็นกันเอง

เพราะการจัดงานแต่งในสวนจะให้บรรยากาศอันเป็นธรรมชาติ จึงก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นกันเองได้ดี ทำให้แขกที่มาร่วมงานไม่รู้สึกกังวลในท่าทางจนเกินไป อีกทั้งยังทำให้งานแต่งเต็มไปด้วยสีสันรวมทั้งความสุขมากกว่าการจัดงานภายในอาคาร อย่างโรงแรมหรือสมาคมอีกด้วย

ช่วยสร้างความประทับใจ

การจัดงานแต่งงานในสวน สามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้มาร่วมงาน ซึ่งมีความแตกต่างจากโรงแรมได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากการจัดงานเลี้ยงให้อยู่รวมกัน ภายในห้องจัดเลี้ยงของโรงแรม ที่ถึงแม้ว่าจะได้รับการจัดอย่างหรูหรามากมายแค่ไหน แต่ด้วยจำนวนคนซึ่งมีความหนาแน่น บางครั้งก็อาจจะทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัดบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งแตกต่างจากการจัดงานท่ามกลางธรรมชาติในสวน ซึ่งมีพื้นที่ให้แขกได้เดินเล่นชมความงามของหมู่มวลดอกไม้ได้อย่างสบายๆ นอกจากนี้ยังสัมผัสได้ถึงความเย็นอันสดชื่นของลมธรรมชาติซึ่งจะทำให้เกิดความผ่อนคลายทั้งทางจิตใจและทางกายได้ดีอีกด้วย นี่จึงกลายมาเป็นอีกหนึ่งเหตุผล ที่คู่แต่งงานหลายๆคนเลือกจะจัดงานในสวนมากกว่าในโรงแรมนั่นเอง

ทำให้แขกไม่ต้องคิดมากเรื่องการแต่งตัว

เพราะการจัดงานแต่งในสวน จะมอบบรรยากาศอันแสนผ่อนคลาย เป็นกันเอง มากกว่าการจัดงานอย่างหรูหราภายในอาคาร จึงทำให้แขกทั้งหลาย ไม่ต้องกดดันกับการแต่งตัวมากนัก โดยแต่งตัวได้ทั้งแบบสบายๆ ไม่ว่าจะเป็นชุดเดรสสวยหวาน , เสื้อยืดกางเกงยีนส์สุดเก๋ไก๋ หรือเสื้อผ้าหลากสีสันสดใส ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นกันเองของผู้มาร่วมงาน

เหมาะสำหรับงานที่เชิญเฉพาะคนสนิท

เหมาะสำหรับคู่บ่าว – สาว ที่ชอบความเรียบง่าย เป็นกันเอง และต้องการความเป็นส่วนตัว

แต่งงานครั้งที่ 2 อย่างไรให้มีความสุข

การแต่งงานไม่ว่าใครต่างก็ปรารถนาจะทำเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แล้วอยู่กันไปชั่วชีวิตแต่บางครั้งชีวิตของเรามันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป หลายคนเจอชีวิตแต่งงานที่ไม่สำเร็จจนต้องหย่าร้าง เลิกรา หรือ คู่สมรสเสียชีวิตก็มี บางคนก็ไม่ได้แต่งงานอีก บางคนก็ได้แต่งครั้งที่ 2 เราจะทำอย่างไรให้การแต่งงานครั้งที่ 2 มีความสุขเรามีข้อแนะนำมาบอกกัน

ควรเปิดเผยความจริงทุกอย่างเป็นสิ่งที่ควรทำ

หากเราต้องการจะแต่งงานครั้งใหม่ กับคนใหม่ สิ่งแรกต้องทำซึ่งกันและกันก็คือ ต้องเปิดเผยความจริงทุกอย่างระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน ประสบการณ์ ทุกอย่างต้องรับรู้เปิดใจซึ่งกันและกัน เพื่อทดสอบว่าจะรับได้หรือไม่หากรับได้ก็ไปกันต่อ หากรับไม่ได้ก็จบตรงนี้ อย่าลืมว่าความลับไม่มีในโลกสุดท้ายยังไงเราก็ต้องรู้ความลับอีกฝ่ายอยู่ดีหากแต่งงานอยู่กินกัน ไปรู้ตอนนั้นความลับอาจจะทำให้ความสัมพันธ์จบลงได้ ดังนั้นเปิดเผยความจริงต่อกันก่อนแต่งงานจะดีกว่า

จัดการเรื่องกฎหมายให้เรียบร้อย

การแต่งงานแน่นอนว่าความรักต้องมีก่อนเป็นพื้นฐานก็จริง อย่างไรก็ตามกฎหมายก็สำคัญด้วยหากต้องการจะแต่งงานครั้งใหม่ เรากับคู่สมรสต้องจัดการตัวเองตามกฎหมายให้เรียบร้อย หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีพันธะกันอยู่ต้องไปจัดการหย่าให้เสร็จสิ้นเสียก่อน เพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่าย รวมถึงครอบครัวด้วยคงไม่ดีแน่หากเราแต่งงานใหญ่โตแต่ปรากฎว่าไปจดทะเบียนสมรสซ้อนนอกจากจะไม่ได้อะไรตามกฎหมายยังอับอายเสียชื่อเสียงอีกต่างหาก

เงินทอง หนี้สิน ของบาดใจ

จะแต่งงานอยู่กินกัน อีกเรื่องหนึ่งมองข้ามไม่ได้เลยนั่นคือ เรื่องปากท้อง เศรษฐกิจ หนี้สิน เงินทอง ของพวกนี้ต้องจัดการให้เรียบร้อย ยิ่งถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีภาระรับผิดชอบเลี้ยงดูลูกจากครอบครัวเก่าด้วยแล้ว เราต้องตกลงกันก่อนว่าจะจัดการเรื่องเงินอย่างไร ต่างฝ่ายมีหนี้สินเท่าไร ใครจะต้องจัดการ แม้ว่าช่วงแรกของการแต่งงานจะมีความสุขดี แต่พอแต่งไปหากเรื่องเงินเคลียร์ไม่ลงตัว ก็อาจจะต้องจบความสัมพันธ์ได้

อย่าเปรียบเทียบ

คนเรามีนิสัยแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือ ชอบเปรียบเทียบแต่ไม่ชอบถูกเปรียบเทียบ คนเรามีนิสัยความชอบ ความถนัดแตกต่างกันไป ดังนั้นหากเราแต่งงานครั้งใหม่ ขอเลยนะว่าอย่าเปรียบเทียบคู่สมรสคนปัจจุบันกับคนเก่าเด็ดขาดไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่เชื่อเหอะไม่มีใครชอบหรอก บอกเลยว่าถ้าเปรียบเทียบมันจะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวจนทำให้อีกฝ่ายเก็บความไม่พอใจสะสมไว้แน่นอน

อย่าฟื้นฝอยหาตะเข็บ

อีกหนึ่งนิสัยเราขอบอกว่าอย่าทำ หากต้องการให้ชีวิตแต่งงานครั้งที่สองของเรามีความสุขก็คือ อย่าฟื้นฝอยหาตะเข็บของอีกฝ่ายเด็ดขาด ไม่ว่าจะโกรธ ทะเลาะ กันด้วยเรื่องอะไร ร้ายแรงแค่ไหน อย่าขุดอดีตของอีกฝ่ายมาตำหนิเด็ดขาด นอกจากจะทำให้เรื่องที่ทะเลาะไม่จบ ยังทำให้ความสัมพันธ์เลวร้ายลงกว่าเดิมก็เป็นได้ หากใครต้องการให้ชีวิตแต่งงานครั้งที่สองเป็นครั้งสุดท้าย อย่าทำเด็ดขาด

แต่งงานเพศเดียวกัน ฝันเป็นจริง(เสียที)


เชื่อว่าเกือบทุกคนต้องคิดฝันถึงวันแต่งงานของตัวเองอย่างแน่นอนหากเป็นชายหญิงก็ดูธรรมดา แต่หากเป็นเพศเดียวกันความฝันแต่งงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายรับรองเรื่องนี้อย่างไรก็ตามความฝันแต่งงานเพศเดียวกันตามกฎหมายก็กลายเป็นจริงเสียทีในประเทศอเมริกา

ความเท่าเทียมกัน

หลังจากผ่านการโต้แย้ง โต้เถียงมาหลายครั้ง สุดท้ายอเมริกาก็ผ่านร่างกฎหมายเพื่อรองรับการแต่งงานเพศเดียวกันขึ้นมาได้สำเร็จ กฎหมายฉบับนี้มองภาพกว้างจะให้สิทธิ์คู่แต่งงานเพศเดียวกัน เหมือนกับคู่แต่งงานชายหญิงทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิพิเศษ สิทธิ์ค่ารักษาพยาบาล มรดกตกทอด การทำเรื่องใบเขียว ใบอนุญาต ไปจนถึงสิทธิส่วนลดห้างร้านก็สามารถนำทะเบียนสมรสนี้ไปยืนยันได้เช่นกัน นับว่าเป็นความเท่าเทียมที่รอมานานจริง

คุณสมบัติคู่แต่งงาน

คุณสมบัติสำหรับคู่แต่งงานเพศเดียวกัน ก็เหมือนกับคู่ชายหญิงทั่วไป หนึ่งต้องบรรลุนิติภาวะคือมีอายุ 18 ปีขึ้นไป สองคู่แต่งงานจะต้องไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันทางครอบครัวไม่ว่าจะเป็นพี่น้อง พ่อแม่ ญาติ ข้อสามทั้งคู่จะต้องอยู่ในสถานะโสดทั้งคู่ หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีพันธะจะต้องทำการหย่าขาดให้เรียบร้อยพร้อมทำหนังสือยืนยัน

ขั้นตอนการแต่งงานเพศเดียวกัน

การแต่งงานเพศเดียวกันในประเทศอเมริกาเค้าแบ่งการทำงานออกเป็นสองขั้นตอน หนึ่งจะเป็นขั้นตอนการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย(แต่ยังไม่มีผลตามกฎหมายนะ) กล่าวคือจะให้คู่สมรสทั้งสองคนเข้าไปยื่นคำร้อง กรอกเอกสารเพื่อขอแต่งงานเพศเดียวกันที่สำนักงานทะเบียน(เทียบเท่าอำเภอบ้านเรา) จากนั้นทางสำนักงานจะเรียกเราเข้าไปเพื่อยืนยันตัวตนจากเอกสาร ชำระค่าธรรมเนียมเอกสารด้วย เสร็จขั้นตอนนี้จะได้เอกสารทะเบียนสมรสมา ขั้นตอนที่สองจะเป็นพิธีแต่งงาน โดยเค้ากำหนดให้เราต้องเข้าพิธีแต่งงานด้วยเพื่อให้เอกสารทะเบียนสมรสสมบูรณ์ เราสามารถเลือกพิธีแต่งงานได้ตามความเชื่อไม่ว่าจะเป็นผู้นำทางศาสนา บาทหลวง โต๊ะอิหม่าม พระ แต่ถ้าหากไม่มีจริงๆเค้าจะมีทนายคอยทำหน้าที่นี้ไว้เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นชิคาโกเราสามารถนำเอกสารไปทำพิธีแต่งงานใน ซิตี้ฮอล ได้เลย หากไม่ทำพิธีใน 60 วัน เอกสารจะถือว่าเป็นโมฆะ

จากอเมริกาสู่ไทย

แนวคิดแต่งานเพศเดียวกันแบบถูกกฎหมายของอเมริกานั้นถือว่าเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นได้ทำตามเพื่อสร้างความเท่าเทียมกันให้กับทุกเพศ บ้านเราเองแม้จะยังไม่มีแนวคิดเรื่องดังกล่าว แต่ในอนาคตก็อาจจะใช้โมเดลดังกล่าวมาเป็นต้นแบบเพื่อร่างกฎหมายแต่งงานเพศเดียวกับแบบถูกกฎหมายก็เป็นได้ หวังว่าจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้คงจะทำให้หลายคนมีความสุขมากขึ้น

กฎหมายแต่งงานกับชาวอเมริกาที่ต้องรู้

แต่งงานกับชาวต่างชาติหากย้อนไปสัก 10 ปีที่แล้วอาจจะเป็นเรื่องใหม่ เรื่องแปลกที่ไม่ค่อยมีมากนักในสังคมไทย แต่เดี๋ยวนี้แนวคิดเปลี่ยนไป ผู้หญิงหลายคนพร้อมจะแต่งงานกับชาวต่างชาติมากขึ้นซึ่งการแต่งงานหากต้องการให้มีผลตามกฎหมายเราต้องจดทะเบียนสมรสให้เรียบร้อยเพื่อให้เกิดผลตามกฎหมาย หากเราต้องการแต่งงานกับชาวอเมริกานี่คือกฎหมายที่เราต้องรู้

จดทะเบียนที่ไหนก็ได้

คำถามสำคัญของการแต่งงานกับชาวอเมริกันก็คือ เราต้องจดทะเบียนสมรสหรือไม่ ตอบได้เลยว่าจดทะเบียนสมรสเป็นเรื่องที่ควรทำเพื่อให้การแต่งงานมีผลตามกฎหมาย ถามต่อเราจะจดทะเบียนสมรสที่ไหน คำตอบคือเราสามารถจดทะเบียนสมรสได้ทั้งในไทย หรือ ในอเมริกาก็ได้ มีผลทางกฎหมายเหมือนกัน แต่หากเราเลือกจดทะเบียนสมรสในไทยหลังจดต้องไปแจ้งสถานทูตอเมริกาด้วยเพื่อรองรับข้อมูลไว้อีกชั้นหนึ่ง

สิทธิ์ในการถือสัญชาติ

หลังจากจดทะเบียนสมรสกับเรียบร้อย สิ่งที่หญิงไทยได้รับก็คือสิทธิ์จากสมรส เรื่องสำคัญก็คือการได้เป็นพลเมืองของอเมริกา พูดง่ายๆก็คือ เราจะได้เป็นพลเมืองของชาวอเมริกาเต็มตัว หรือ เราจะเลือกถือสองสัญชาติทั้งไทยกับอเมริกาเลยก็ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามเรื่องของสัญชาตินั้นเราอาจจะต้องดูสถานการณ์ของเราด้วยว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน บางคู่แต่งงานกันแต่ไม่ได้ย้ายไปอเมริกาอยู่ไทยตลอดก็ไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนสัญชาติ

สิทธิ์ในมรดก

หลังจากแต่งงานกัน หญิงไทยที่แต่งงานกับชาวอเมริกาต้องศึกษาเรื่องของมรดก และสิทธิประโยชน์ที่ตัวเองพึงได้รับไว้ด้วยโดยเฉพาะเรื่องเงินบำนาญของสามี ถ้าเราจดทะเบียนจากนั้นไปยืนยันกับสถานทูตนั้นจะทำให้เราได้รับเงินบำนาญแม่หม้ายจากหน่วยงานต้นสังกัดของสามีในกรณีเสียชีวิต อีกทั้งเราจะได้รับมรดกของสามีอีกด้วย ขอย้ำอีกครั้งว่าหญิงไทยเราจะต้องพาสามีชาวอเมริกาไปยืนยันจดทะเบียนสมรสที่สถานทูตอีกครั้งเพื่อยืนยันข้อมูลให้ถูกต้องจะได้ไม่เสียสิทธิ์

สิทธิ์ในการเลี้ยงดูบุตร

หากเราแต่งงานแต่ไม่จดทะเบียนสมรส อยู่กินกันไปเกิดมีลูกขึ้นมาทีนี้ล่ะเรื่องใหญ่เลย ถ้าไม่จดทะเบียนสมรสเอาไว้เราจะไม่มีสิทธิ์ในตัวลูกได้เลย ยิ่งถ้าเลิกกันสามีอเมริกาของเราสามารถเอาลูกกลับประเทศไปได้เลยแบบไม่มีข้อโต้แย้ง ยิ่งถ้าเราไม่มีงานทำ ไม่มีเงินพอจะเลี้ยงดูได้ ฟ้องศาลไปอย่างไรก็ไม่ชนะ

สิทธิ์ในการฟ้องหย่า

บางคนบอกว่ายังไม่ทันแต่งจะพูดเรื่องหย่ามันจะเป็นลางไม่ดี ไม่จริงเลยคนเรารักกันได้ก็หย่ากันได้ ดังนั้นเราต้องศึกษาเรื่องนี้ไว้ด้วย หากมีการจดทะเบียนสมรสหากต้องหย่าร้างกันเราสามารถเรียกร้องค่าเลี้ยงดูได้จากสามี หรือ หากสามีมีพฤติกรรมนอกลู่นอกทาง เราสามารถฟ้องหย่าได้เหมือนกัน นี่คือความสำคัญของกฎหมายจดทะเบียนสมรส อย่าเชื่อลมปากชาวต่างชาติอย่างเดียว จดทะเบียนสมรสด้วย

Retro-Wedding-Themepicture

ธีมแต่งงานสไตล์ย้อนยุค ควรตกแต่งงานอย่างไร

Retro-Wedding-Theme

งานแต่งงานถือเป็นพิธีมงคลที่มีกันมาอย่างยาวนานในทุกชนชาติ ทุกบ้านเมือง เป็นพิธีการที่บ่งบอกให้รู้ว่าคู่บ่าวสาวคู่นี้ได้ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นงานที่แสดงออกถึงความรักที่มีต่อกันนั่นเอง ซึ่งงานแต่งงานก็มีวิวัฒนาการมาเรื่อย ตามแต่ลักษณะของความนิยมในแต่ละพื้นที่ สำหรับบ้านเราการจัดงานแต่งงานก็ถือเป็นงานมงคลที่ถูกให้ความสำคัญเอาไว้มากโดยเฉพาะคนที่เป็นเจ้าบ่าวเจ้าสาวภายในงาน ธีมการจัดงานสมัยนี้ก็จะขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของเจ้าบ่าวเจ้าสาวเป็นหลักว่าต้องการให้ลักษณะงานออกมาแบบใด การจัดงานแต่งงานที่มาในธีมสไตล์ย้อนยุคก็ถือเป็นธีมการจัดงานแต่งงานอีกรูปแบบที่ได้รับความนิยมไม่น้อยในยุคสมัยนี้ แต่หลายคนอาจมีข้อสงสัยว่าแล้วการจัดงานแต่งงานธีมงานสไตล์ย้อนยุคควรมีการตกแต่งอย่างไรบ้างลองมาทำความเข้าใจกันได้เลย

การตกแต่งในธีมสไตล์ย้อนยุคของงานแต่งงาน

จริงๆ แล้วธีมที่เรียกกันว่าสไตล์ย้อนยุคมักมีคำเรียกอีกอย่างว่าสไตล์วินเทจ คือให้ความรู้สึกออกแนวเก่าๆ นิดหน่อยแต่มีเสน่ห์ในตัวเอง การจัดงานแต่งงานสไตล์นี้จึงต้องมีการตกแต่งธีมในด้านต่างๆ อย่างเหมาะสมประกอบไปด้วย

  1. การแต่งกาย – การแต่งกายในธีมงานสไตล์ย้อนยุคเราสามารถเลือกเสื้อผ้าได้ค่อนข้างหลากหลายเน้นความคลาสสิกแต่ยังคงความสุภาพเอาไว้ อาทิ เสื้อแขนกุดปิดไหล่ด้วยการเย็บ, รองเท้าส้นเตี้ย, เน้นเสื้อผ้าสีโทนพาสเทลหวานๆ แบบนี้ก็ช่วยให้การแต่งกายเข้ากับสไตล์ย้อนยุคได้ไม่ยาก
  2. เครื่องประดับ – จริงๆ แล้วเรื่องประดับก็แทบจะไม่ได้ต่างอะไรกับการเลือกชุดสักเท่าไหร่นัก ซึ่งการเลือกเครื่องประดับเพื่อให้เข้ากับธีมย้อนยุคก็มีด้วยกันหลากหลาย อาทิ มงกุฎเทียร่า, สร้อยข้อมือ, สร้อยคอ, ที่คาดผมลายดอกไม้, ต่างหูที่ทำจากมุก เป็นต้น
  3. การเลือกดอกไม้ภายในงาน – ปกติสีดอกไม้ภายในงานจะขึ้นอยู่กับธีมงานเป็นหลัก ดังนั้นการเลือกธีมย้อนยุคก็ควรเน้นดอกไม้สีพาสเทลเพื่อให้รู้สึกถึงความคลาสสิกแต่ไม่ได้ดูเก่าจนโบราณ ให้ความอบอุ่นแก่ผู้มาร่วมงาน อย่างไรก็ตามหากเจ้าบ่าวเจ้าสาวบางคนชอบสีเขียว, แดงแก่, ครีม ก็สามารถเลือกมาแซมเอาไว้ได้เช่นกัน
  4. เค้กงานแต่ง – อาจเลือกเป็นเค้กธรรมดาแต่เน้นการตกแต่งด้วยสีโทนอ่อนจะทำให้รู้สึกเข้ากับบรรยากาศของงานเป็นอย่างมาก
  5. การตกแต่งเวที – จริงๆ แล้วการตกแต่งเวทีในสไตล์ย้อนยุคก็ไม่ได้ต้องทำอะไรมากมายเพียงแค่มีการประดับด้วยฉากหลังเป็นผ้าสวยงาม เติมดอกไม้สีพาสเทลเข้าไปส่วนชื่อเจ้าบ่าวเจ้าสาวก็เขียนเป็นภาษาไทยสไตล์สวยงามเท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว
Traditional Thai Weddingpic

การแต่งงานแบบไทย สมัยโบราณ

Traditional Thai Wedding

การแต่งงานถือเป็นประเพณีมงคลอย่างหนึ่งที่คนไทยให้ความสำคัญมาตั้งแต่โบราณกาล แม้ปัจจุบันจะมีรูปแบบของการแต่งงานแบบไทยที่ประยุกต์ไปตามยุคสมัยบ้างแต่โดยรวมแล้วก็ยังคงมีการอนุรักษ์การแต่งงานแบบไทยๆ นี้เอาไว้อย่างเหมาะสม แต่ถ้าหากว่าใครมีความสนใจหรืออยากรับรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของการแต่งงานแบบไทยสมัยโบราณ จริงๆ แล้วก็สามารถที่จะทำความเข้าใจกันได้ไม่ยากแม้พิธีการจะเยอะไปสักหน่อยแต่ก็ถือว่ามีความน่าสนใจในตัวเองไม่น้อย

การแต่งงานแบบไทยในสมัยโบราณ

  1. การสู่ขอ – เถ้าแก่ฝ่ายชายจะไปพบกับญาติผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงเพื่อเจรจาสู่ขอ ซึ่งถ้าเป็นสมัยโบราณจำเป็นต้องใช้วาจาที่มีความไพเราะ เมือการเจรจาจบด้วยดีก็จะมีการว่าถึงสินสอดทองหมั้น หาฤกษ์ยาม ปกติถ้าเป็นสมัยก่อนผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงมักมีการผัดผ่อนในครั้งแรกไปก่อนเพื่อดูเชิง จากนั้นจะมีการพูดคุยกันใหม่และแจ้งผลการสู่ขอ หากราบรื่นดีก็เตรียมพิธีการหมั้นและหาฤกษ์ต่างๆ ได้เลย
  2. การปลูกเรือนหอ – สมัยโบราณเมื่อทุกอย่างเตรียมเรียบร้อยฝ่ายชายต้องทำการปลูกเรือนหอซึ่งควรต้องเสร็จก่อนวันแต่งงาน แต่ถ้าไม่พร้อมอาจอาศัยอยู่กับพ่อแม่ฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงไปก่อน
  3. การหมั้น – มีการกำหนดฤกษ์ยามวันหมั้น กำหนดสินสอดทองหมั้น หรือขันหมากหมั้น จากนั้นก็มีการจัดเตรียมสิ่งต่างๆ ในขันหมากหมั้นซึ่งแต่ละท้องที่จะแตกต่างกันออกไปตามแต่ประเพณีของท้องถิ่นทว่าส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นของมงคลที่เชื่อว่าหากมีอยู่ในขันหมากแล้วจะช่วยให้คู่ชายหญิงครองรักกันไปจนแก่เฒ่า เมื่อเตรียมขันหมากหมั้นเรียบร้อยก็มีการจัดขบวนขันหมากหมั้น ต่อด้วยการยกขบวนขันหมากหมั้นไปยังบ้านฝ่ายหญิง ผ่านประตูเงินประตูทอง ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละท้องถิ่นเช่นเดียวกันว่าระหว่างนี้จะมีพิธีการอะไรหรือไม่เมื่อผ่านขั้นตอนต่างๆ เรียบร้อยก็จะเป็นการนับสินสอดทองหมั้น
  4. พิธีรับไหว้ – พ่อแม่ฝ่ายหญิงหรือชายนั่งคู่กัน เจ้าบ่าวเจ้าสาวนั่งคู่กันตรงข้าม กราบลงหมอนสามครั้งหากเป็นญาติผู้ใหญ่ ญาติอื่นกราบหนึ่งครั้ง ส่งพานดอกไม้ธูปเทียน พ่อแม่รับแล้วให้ศีลให้พร
  5. พิธีทำบุญตักบาตร – ไม่ว่างานมงคลใดๆ ตามประเพณีไทยต้องมีการทำบุญตักบาตรเสมอ เพื่อเป็นสิริมงคล
  6. พิธีรดน้ำสังข์ – สวมมงคลแฝดแก่บ่าวสาว มีการนำน้ำเทใส่สังข์ให้แขกที่มาร่วมงานได้รดพร้อมอวยพรซึ่งส่วนใหญ่จะเริ่มจากญาติผู้ใหญ่ แล้วไล่เรียงกันไปเรื่อยๆ
  7. การกินเลี้ยงฉลอง – เมื่อเสร็จพิธีการต่างๆ แล้วก็จะมีการจัดอาหารคาวหวานไว้เลี้ยงแขกที่มาร่วมงาน
  8. พิธีการปูที่นอนและส่งตัวเจ้าสาว – ก็คือการปูที่นอนแล้วมีการวางสิ่งมงคลเอาไว้จากนั้นก็ส่งตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าสู่เรือนหอ

 

ธีมแต่งงานแห่งความฝันริมชายหาด

Marry-and-the-sea

มันเหมือนกับเป็นการเริ่มต้นชีวิตครอบครัวกับคนที่เรารักได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งการแต่งงานก็ต้องขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของทั้ง 2 คนว่ามีความต้องการอยากแต่งงานในรูปแบบใด รูปแบบการแต่งงานประเภทหนึ่งที่ถือว่าหากมีโอกาสทุกๆ คนก็อยากจะมีงานแต่งงานแบบนี้สักครั้งนั่นก็คือ การแต่งงานริมชายหาด เพราะด้วยบรรยากาศที่มันก็ค่อนข้างโรแมนติก ระหว่างท้องทะเลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ถ้าหากได้แสดงออกถึงความรักแบบนี้อีกมันยิ่งช่วยสร้างให้ความรักครั้งนี้ดูสวยงามมากกว่าที่เคยเป็น

Seaside-job

การจัดการธีมแต่งงานริมชายหาด

อย่างไรก็ตามการที่จะจัดงานแต่งงานริมชายหาดก็จำเป็นจะต้องมีการวางแผนในด้านต่างๆ เอาไว้ให้พร้อมเพรียงด้วยเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นงานแต่งงานที่วาดฝันเอาไว้อาจออกมาไม่เป็นอย่างที่ใจต้องการก็เป็นได้ ซึ่งแผนการในการจัดงานแต่งงานริมชายหาดควรมีแผนการต่างๆ ดังต่อไปนี้

  1. การตรวจสอบสภาพภูมิอากาศ – ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเลือกไปจัดงานแต่งงานริมชายหาด เพราะต่อให้มีการเตรียมงานด้านต่างๆ ออกมาดีขนาดไหนก็ตามแต่ถ้าสภาพอากาศไม่เป็นใจมันก็ยากที่งานแต่งงานจะออกมาดี เพราะฉะนั้นควรมีการตรวจสอบสภาพอากาศกันให้ดี ไม่ควรเลือกช่วงเวลาที่เป็นฤดูฝน
  2. การเลือกสถานที่ – สิ่งต่อมาสำหรับผู้ที่ต้องการจัดธีมแต่งงานริมชายหาดก็คือการเลือกชายหาดในฝันที่อยากให้เกิดงานนี้ขึ้นมามากที่สุด ซึ่งก็ขึ้นกับการตัดสินใจของคนจะแต่งงานเป็นหลักว่าต้องการเลือกชายหาดที่ไหน เพราะบางทีมันอาจจะมีความหลังของคนสองคนอยู่ ซึ่งในไทยก็มีอยู่ด้วยกันหลายที่ อาทิ ชายหาดชะอำ, ชายหาดบางแสน, ชายหาดเกาะเสม็ด, ชายหาดเกาะภูเก็ต, ชายหาดหัวหิน, ชายหาดปราณบุรี, ชายหาดกระบี่ เป็นต้น
  3. การตกแต่งสถานที่ – เมื่อตัดสินใจเรื่องสถานที่ได้แล้วก็ถึงขั้นตอนการวางแผนเรื่องอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะใช้ในการตกแต่งสถานที่ซึ่งตรงนี้ก็อาจเป็นการคุยกับออแกไนซ์งานหรือคนที่เคยมีประสบการณ์การจัดการแต่งงานริมทะเลจะช่วยได้เยอะมาก
  4. งบประมาณ – เรื่องนี้ก็สำคัญไม่น้อยเพราะต่อให้วางแผนออกมาดีแค่ไหนแต่งบประมาณไม่ถึงก็เป็นเรื่องยากที่จะทำได้ เพราะฉะนั้นจะต้องพิจารณาไปพร้อมๆ กับเรื่องอื่นๆ อย่างขาดเสียมิได้เลยทีเดียว
  5. การเชิญแขกในงาน – หากว่ากันตามความเป็นจริงการแต่งงานริมชายหาดส่วนมากมักเป็นการแต่งงานแบบเล็กๆ เพราะด้วยสถานที่ที่ไม่ได้ใหญ่โตอะไร แถมงานลักษณะนี้มักจะเชิญแขกที่สนิทกันจริงๆ มาร่วมงานมากกว่า การเชิญแขกในงานแบบนี้จึงไม่ควรเยอะเกินไป จะทำให้การดูแลเป็นเรื่องยาก